วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

บทที่ 1

บทที่ 1
บทนำ
     1.  ความเป็นมาเละความสำคัญ
                 ปัจจุบันกระแสการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คในสังคมประเทศไทยเริ่มมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ยูทูบ รวมทั้งการใช้งานสมาร์ทโฟนนั้นก็มีผลกระทบโดยตรงต่อการใช้งานที่ใช้งานมากขึ้นเนื่องจากในปัจจุบันพฤติกรรมของเด็กจนถึงผู้ใหญ่นั้น มักจะมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่พกพาในชีวิตประจำวัน รวมทั้งหลากหลายองค์กรไม่ว่าจะขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ก็เริ่มหันมาใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรรวมทั้งยังนำมาแบ่งปันกิจกรรมขององค์กร หรือหน่วยงานผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างแพร่หลาย โดยที่ในขณะนี้เริ่มมีการปรับตัวมากยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเป็นมีอัตราการเติบโตที่ขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการใช้งานดังกล่าวนี้นอกจากจะลดต้นทุนในการโฆษณาแล้วยังเป็นการช่วยสร้างการรับรู้ให้แก่สาธารณชนได้อย่างวงกว้าง
            การที่สังคมหนึ่งจะยอมรับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ไปใช้ในชีวิตประจำวันนั้น จำเป็นต้องอาศัยการแพร่กระจายและถ่ายทอดนวัตกรรมจากกลุ่มคนกลุ่มแรกของสังคมที่มีการยอมรับมาก่อนไปยังกลุ่มคนในสังคมอื่นๆ ให้ยอมรับตามไปด้วย แต่การยอมรับนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ แนวโน้มของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่ว่าจะกลายเป็นสื่อหลักในสังคมไทยหรือไม่นั้น อาจจะต้องใช้เวลาอีก 10-20 ปี เพราะทั้งอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค เมื่อเทียบกับประเทศในแถบเอเชียด้วยกันยังต่ำ คนในสังคมไทยยังคงมีความตื่นตัวในเรื่องนี้ไม่มากนัก ซึ่งเห็นได้จากการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่ยังคงให้ความสำคัญและมีความเชื่อถือในตัวสื่อมวลชนอย่างโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ จะมีก็แต่กลุ่มวัยรุ่นในปัจจุบัน (Generation Y,Z หรือ D (Digital)) ที่มีแนวโน้มว่าจะเริ่มให้ความสำคัญและบริโภคสื่อนี้มากขึ้นทุกขณะ และในอนาคตหากวัยรุ่นกลุ่มนี้เติบโตขึ้นก็อาจจะกลายเป็นพลังอำนาจทางการสื่อสารที่ทำให้กระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ค กลายเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น จนนำไปสู่การใช้ประโยชน์และบริโภคข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อนี้กันอย่างจริงจัง มิใช่เป็นเพียงกระแสสังคม หรือความนิยมระยะสั้นเท่านั้น เมื่อถึงวันนั้นโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็มีแนวโน้มว่าอาจกลายเป็นสื่อหลักสำหรับสังคมไทยได้
2.  วัตถุประสงค์
      2.1 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับความนิยมในการใช้สื่อโซเชียลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรวิทยาคาร
      2.2 เพื่อศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสื่อโซเชียล
3.  ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า
        3.1 ขอบเขตพื้นที่การศึกษา
               3.1.1 ศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการใช้สื่อโซเชียลจากหนังสือ  สื่อสารสนเทศ แหล่งเรียนรู้และการสำภาษณ์
               3.1.2  สำรวจความนิยมการใช้สื่อโซเชียลของนักเรียน
               3.1.3 รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าและการสำรวจมาจัดทำเป็นรูปแบบของรูปเล่มของรายงาน
            3.2  เป้าหมาย
               นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทั้งระดับสายชั้นจำนวน 160 คน
 4.  สมมติฐาน
        สื่อโซเชียลมีทั้งประโยชน์และโทษถ้านำมาใช้ถูกต้อง
5. นิยามศัพท์
        5.1 Social หมายถึง สังคม ซึ่งในที่นี้จะหมายถึงสังคมออนไลน์ ซึ่งมีขนาดใหม่มากในปัจจุบัน
        5.2 Media หมายถึง สื่อ ซึ่งก็คือ เนื้อหา เรื่องราว บทความ วีดีโอ เพลง รูปภาพ เป็นต้น
        5.3 Social Media จึงหมายถึง สื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองทางสังคมได้หลายทิศทาง


6.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ
        6.1 ได้ทราบเกี่ยวกับความนิยมในการใช้สื่อโซเชียลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรวิทยาคาร
        6.2 ได้ทราบข้อมูลข้อมูลเกี่ยวกับสื่อโซเชียล



บทที่ 2

บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง

รายการศึกษาค้นคว้า เรื่องการสำรวจความนิยมในการใช้สื่อโซเชียลระดับชั้น ม.4โรงเรียนสุรวิทยาคาร คณะผู้จัดทำได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1.ความหมายของโซเชียล
โซเชียลเน็ตเวิร์ ( 2560 : ออนไลน์) หรือ Social Network คือเครือข่ายสังคมออนไลน์  หรือการที่ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เชื่อมโยงกับเพื่อนอีกนับสิบ รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อนอีกนับร้อย  ผ่านผู้ให้บริการด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) บนอินเตอร์เน็ต เช่น Facebook, Blogger, Hi5, Twitter หรือ Tagged เป็นต้น (บางเว็บไซต์ที่กล่าวถึงในตัวอย่าง ปัจจุบันนี้ได้เสื่อมความนิยมแล้ว)  การเชื่อมโยงดังกล่าว ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้น เช่น เราสามารถรู้จักเพื่อนของเพื่อนเราได้  เป็นทอดๆ ต่อไปเรื่อย  ทำให้เกิดสังคมเสมือนจริงขึ้นมา  สามารถสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆ ได้ง่าย  และเมื่อเราแชร์ (Share) ข้อความหรืออะไรก็ตามลงไปในเครือข่าย  ทุกคนในเครือข่ายก็สามารถรับรู้ได้พร้อมกัน  และสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เราแชร์ได้  เช่น  แสดงความคิดเห็น (Comment)  กดไลค์ (Like) ซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละผู้ให้บริการ  ความโดดเด่นในเรื่องความง่ายของโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ทำให้ธุรกิจ และนักการตลาดสนใจที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์สินค้า และบริการ
2.ประเภทของโซเชียล มี6 ประเภท ดังนี้
      2. 1  Blog ซึ่งเป็นการลดรูปจากคำว่า Weblog ซึ่งถือเป็นระบบจัดการเนื้อหา (Content Management System: CMS) รูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเขียนบทความเรียกว่า Post และทำการเผยแพร่ได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากในการที่จะต้องมานั่งเรียนรู้ถึงภาษา HTML หรือโปรแกรมทำ web site ทั้งนี้การเรียงของเนื้อหาจะเรียงจากเนื้อหาที่มาใหม่สุดก่อน จากนั้นก็ลดหลั่นลงไปตามลำดับของเวลา (Chronological Order) การเกิดของ Blog เปิดโอกาสให้ใครๆที่มีความสามารถในด้านต่างๆ สามารถเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวด้วยการเขียนได้อย่างเสรี ไม่มีขีดจำกัดเรื่องเทคนิคอย่างในอดีตอีกต่อไป ทำให้เกิด Blog ขึ้นมาจำนวนมากมาย และเพิ่มเนื้อหาให้กับโลกออนไลน์ได้เป็นจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้เครื่องมือที่สำคัญที่ทำให้เกิดลักษณะของ Socialคือการเปิดให้เพื่อนๆเข้ามาแสดงความเห็นได้นั่นเองในแง่ของการตลาด Blog อาจจะถูกนำมาใช้ได้ใน 2รูปแบบ คือ การที่บริษัทจัดทำ Blog (Corporate Blog) ขึ้นมาเพื่อพูดจากับบรรดาลูกค้า และ Blog ที่เขียนจาก Bloggerอิสระ ที่มีความสามารถเขียนเรื่องที่ตนถนัดและมีผู้ติดตามจำนวนมาก จนกลายเป็น Marketing Influence
           2.2  Twitter และ Microblog อื่นๆ เป็นรูปแบบหนึ่งของ Blog ที่จำกัดขนาดของการ Post แต่ละครั้งไว้ที่ 140 ตัวอักษร โดยแรกเริ่มเดิมที ผู้ออกแบบ Twitter ต้องการให้ผู้ใช้เขียนเรื่องราวว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ (What are you doing?) แต่กิจการต่างๆกลับนำ Twitter ไปใช้ในทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการบอกต่อเพิ่มยอดขาย สร้าง Brand หรือเป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM)ทั้งนี้เรายังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์บทความใหม่ๆบน Blogของเราได้ด้วย Twitterนั้นเป็นนิยมขึ้นมากอย่างรวดเร็ว จนทำให้เว็บไซต์ประเภท Social Network ต่างๆ เพิ่ม Feature ที่ให้ผู้ใช้สามารถบอกได้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ นั้นก็คือการนำ Microblog เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้นเอง
          2.3  Social Networking  จากชื่อก็สามารถแปลความหมายได้ว่าเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงเรากับเพื่อนๆจนกลายเป็นสังคม ทั้งนี้ผู้ใช้จะเริ่มต้นสร้างตัวตนของตนเองขึ้นในส่วนของ Profile ซึ่งประกกอบด้วยข้อมูลส่วนตัว (Info) รูป (Photo) การจดบันทึก (Note) หรือการใส่วิดีโอ (Video) และอื่นๆ นอกจากนี้ Social Networking ยังมีเครื่องมือสำคัญในการสร้างจำนวนเพื่อนให้มากขึ้น คือ ในส่วนของ Invite Friend และ Find Friend รวมถึงการสร้างเพื่อนจากเพื่อนของเพื่อนอีกด้วย นักการตลาดนำ Social Networking มาใช้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า อาจจะอยู่ในรูปของการสร้าง Brandผ่านเกมส์หรือ Application ต่างๆ หรืออาจใช้เป็นเครื่องมือของ CRM ผ่านทาง Pages และนอกจากนี้ตัวลูกค้าเอง หากชื่นชอบในสินค้าหรือบริการ ก็สามารถร่วมกลุ่มกันจัดตั้ง Group ขึ้นมาได้ เว็บไซต์ที่มีลักษณะของ Social Networking มีมากมาย แต่อาจจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรกจะสนใจในการสร้างเครือข่ายระหว่างเพื่อนๆหรือครอบครัว เช่น Facebook, Hi5 หรือ Myspace และอีกประเภท คือสนใจในการสร้างเครือข่ายในเชิงธุรกิจ ที่เปิดให้ใส่ Resume และข้อมูลเชิงอาชีพต่างๆ เช่น Linkedin หรือ Plaxo เป็นต้น
           2.4  Media Sharing เป็นเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถ upload รูปหรือวิดีโอเพื่อแบ่งปันให้กับครอบครัว เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน นักการตลาด ณ ปัจจุบันไม่จำเป็นจะต้องทุ่มทุนในการสร้างหนังโฆษณาที่มีต้นทุนสูง เราอาจจะใช้กล้องดิจิตอลราคาถูกๆ ถ่ายทอดความคิดเป็นรูปแบบวิดีโอ จากนั้นนำขึ้นไปสู่เว็บไซต์ Media Sharing อย่าง Youtube หากความคิดของเราเป็นที่ชื่นชอบ ก็ทำให้เกิดการบอกต่ออย่างแพร่หลาย หรือกรณีหากกิจการคุณขายสินค้าที่เน้นดีไซน์ที่สวยงาม ก็อาจจะถ่ายรูปแล้วนำขึ้นไปสู่เว็บไซต์อย่าง Flickr เพื่อให้ลูกค้าได้ชม หรืออาจจะใช้เป็นเครื่องมือในการนำชมโรงงาน หรือบรรยากาศในการทำงานของกิจการ เป็นต้น หรืออย่างกรณีของ Multiplyที่คนไทยนิยมนำรูปภาพที่ตนเองถ่ายมาแสดงฝีมือ เหมือนเป็นแกลเลอรีส่วนตัว ทำให้ผู้ว่าจ้างได้เห็นฝีมือก่อนที่จะทำการจ้าง
           2.5  Social News and Bookmarking เป็นเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงไปยังบทความหรือเนื้อหาใดในอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้เป็นผู้ส่งและเปิดโอกาสให้คะแนนและทำการโหวตได้ เป็นเสมือนมหาชนช่วยกลั่นกรองว่าบทความหรือเนื้อหาใดนั้นเป็นที่น่าสนใจที่สุด ในส่วนของ Social Bookmarking นั้น เป็นการที่เปิดโอกาสให้คุณสามารถทำการ Bookmarkเนื้อหาหรือเว็บไซต์ที่ชื่นชอบโดยไม่ขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง แต่สามารถทำผ่านออนไลน์ และเนื้อหาในส่วนที่เราทำ Bookmarkไว้นี้ สามารถที่จะแบ่งปันให้คนอื่นๆได้ด้วย นักการตลาดจะใช้เป็นเครื่องมือในการบอกต่อและสร้างจำนวนคนเข้ามายังที่เว็บไซต์หรือ Campaign การตลาดที่ต้องการ
         2.6 Online Forums ถือเป็นรูปแบบของ Social Media ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นเสมือนสถานที่ที่ให้ผู้คนเข้ามาพูดคุยในหัวข้อที่พวกเขาสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่อง เพลง หนัง การเมือง กีฬา สุขภาพ หนังสือ การลงทุน และอื่นๆอีกมากมาย ได้ทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แสดงข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนถึงการแนะนำสินค้าหรือบริการต่างๆ นักการตลาดควนสนใจเนื้อหาที่พูดคุยใน Forums เหล่านี้ เพราะบางครั้งอาจจะเป็นคำวิจารณ์เกี่ยวกับตัวสินค้าและบริการของเรา ซึ่งเราเองสามารถเข้าไปทำความเข้าใจ แก้ไขปัญหา ตลอดจนถึงใช้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เว็บไซต์ประเภท Forums อาจจะเป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันโดยเฉพาะ หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งในเว็บไซต์เนื้อหาต่างๆ

3. ประโยชน์และโทษของสื่อโซเชียล
           3.1 ข้อดีของ Social Network
            3.1.1สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
            3.1.2 เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
      3.1.3 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
           3.1.4 เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น
3.1.5 ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสำหรับบริษัทและองค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
          3.1.6 ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น
         3.1.7 คลายเคลียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
3.2 ข้อเสียของ Social Network
3.2.1 เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
         3.2.2 Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
         3.2.3 เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
3.2.4 ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้
          3.2.5 ผู้ใช้ที่เล่น social  network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้      
3.2.6 ถ้าผู้ใช้หมกมุ่นอยู่กับ social  network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้
3.2.7จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์
4. โรคที่เกิดจากการติดหน้าจอโทรศัพท์
          5 โรคฮิตของคนติดจอ( 2560 : ออนไลน์ ) ติดแชท หมกมุ่นอยู่กับโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมาก ๆ ป่วยไม่รู้ตัว มาดูซิมีโรคอะไรบ้าง แล้วเราเองก็เข้าข่ายด้วยหรือเปล่า  ยุคสังคมออนไลน์ที่แทบทุกคนต้องมีสมาร์ทโฟน คุยกับเพื่อนผ่านเฟซบุ๊กหรือไลน์แทนการโทรศัพท์ สไลด์หน้าจอรับข่าวสารรอบตัวแบบไม่ให้ตกยุค พฤติกรรมแบบนี้แหละที่หอบเอาปัญหาสุขภาพจากความอินเทรนด์มาถึงตัวแบบยกเซต ว่าแต่ชาวโซเชียลมีเดียมักมีปัญหาสุขภาพอะไรมากที่สุดนะ  สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน ได้นำข้อมูลจาก คอลัมน์ ทันโรค ของ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจที่เขาจัดอันดับ 5 โรคฮิตของคนติดโซเชียลมีเดียไว้มาบอกกัน โดย 5 โรคฮิตของคนติดจอ ก็คือ โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก, โรคละเมอแชท, โรควุ้นในตาเสื่อม, โรคโนโมโฟเบีย และโรคสมาร์ทโฟนเฟซ   นั่นเพราะเฟซบุ๊กได้สร้างความเป็นจริงเทียม (artificial reality) ขึ้นมา จากการโพสต์แต่เรื่องดี ๆ แต่เก็บงำเรื่องร้าย ๆ แย่ ๆ ที่อยากปกปิดเอาไว้ เราถึงเห็นแต่คนที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบในโลกเสมือนจริงเต็มไปหมด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง ความรู้สึก "ไร้ค่า" จึงเกิดขึ้น ถ้าคุณรู้สึกเสียความมั่นใจสุด ๆ เวลาส่งคำร้องไปขอเป็นเพื่อนแล้วไม่ได้รับการตอบรับ เก็บมาคิดว่าทำไมจึงไม่เป็นที่ต้องการ นี่ก็เป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊กแล้ว วิธีหลีกหนีอาการนี้ก็คือ ลดการเล่นเฟซบุ๊กลง ทั้งอ่านเรื่องคนอื่น และโพสต์เรื่องตัวเอง จะได้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น
4.1 โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก (Facebook Depression Syndrome)   หลายคนอาจสงสัยว่า  เล่นเฟซบุ๊กก็มีเพื่อนตั้งมากแล้วจะเป็นโรคซึมเศร้าได้อย่างไร แต่อาการนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะคนเราเมื่อติดอยู่แต่หน้าจอ จิ้ม ๆ กด ๆ คุยกับคนในโลกออนไลน์ ก็กลายเป็นไปเพิกเฉยต่อคนในโลกจริงแถมหลายคนใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องระบายความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเราว้าเหว่ เหงา เดียวดาย ก็ยิ่งโพสต์เยอะ โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ได้เขียนบทความให้ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก ไว้อย่างน่าสนใจว่า วารสารการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ และพบว่า คนที่ถูกเพื่อน ๆ ปฏิเสธหรือเป็นที่รังเกียจในโลกเฟซบุ๊กจะเป็นอันตรายมากกว่าถูกปฏิเสธในโลกแห่งความจริง และหลายรายอาจมีปัญหาซึมเศร้าตามมา
 4.2 ละเมอแชท (Sleep-Texting)
                อาการนี้ก็คือ ถึงแม้เราจะนอนแต่ก็ยังลุกขึ้นมาพิมพ์เหมือนกับคนละเมอนั่นเอง สาเหตุก็มาจากพฤติกรรมติดสมาร์ทโฟนเกินเหตุ ทำให้สมองยึดติดกับโทรศัพท์อยู่ทุกขณะจิต แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราอาจไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรไป หรือส่งไปหาคน เพราะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น แบบนี้ก็เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดได้เลยนะเนี่ย   นอกจากเสี่ยงต่อความเข้าใจผิดแล้ว อาการละเมอแชทยังกระทบสุขภาพด้วย เพราะเมื่อสมองปลุกให้เราตื่นในช่วงนี้ร่างกายก็จะนอนหลับไม่สนิทเต็มที่ เป็นเหตุให้พักผ่อนไม่พอ กระทบมาถึงระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้สะสมความเครียด เสี่ยงเป็นโรคอ้วน ฝันร้าย กระทบต่อการเรียนและการทำงานได้เลยล่ะ
ปกติเราก็ใช้งานดวงตาหนักอยู่แล้ว และถ้ายิ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเพ่งข้อความในจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ก็ยิ่งทำให้ดวงตาของเราก็ทำงานหนักขึ้นแบบคูณสอง ถ้าปล่อยไปนาน ๆ จนมองเห็นหยากไย่ ตาข่าย หรือเส้นอะไรวนไปวนมาเหมือนยุง ปัดเท่าไรก็ไม่โดนสักที แบบนี้ต้องรีบหาหมอแล้ว เพราะนี่คือ "โรควุ้นในตาเสื่อม"
จะบอกว่าจริง ๆ แล้วโรคนี้มักพบในผู้สูงอายุ เพราะใช้งานดวงตามานานจนเสื่อมไปตามวัย แต่น่าตกใจทีเดียวที่ปัจจุบันพบคนอายุน้อย ๆ เป็นโรคนี้มากขึ้น สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากการแชททั้งวัน จ้องจอทั้งคืน เล่นเกม ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ ไม่ว่างเว้นนี่เอง พอรู้สึกปวดตาก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก มารู้ตัวอีกทีก็เห็นภาพเป็นคราบดำ ๆ เป็นเส้น ๆ ไปซะแล้ว
วิธีป้องกันก่อนเป็นโรควุ้นในตาเสื่อมก็ไม่ยากเลย แค่รู้จักพักสายตาเสียบ้าง มองไปในที่ไกล สูดอากาศธรรมชาติให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย หลับตาลงสักครู่ รู้จักใช้งานเทคโนโลยีในมืออย่างพอเหมาะ ก็จะช่วยให้หลีกเลี่ยงโรคนี้ได้แล้
ชื่อประหลาด ๆ นี้ มาจากคำว่า "no-mobile-phone phobia" แปลตรงตัวก็คือ โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มวิตกกังวล   คิดดูว่าถ้าเราอยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือจู่ ๆ แบตเตอรี่โทรศัพท์ดันหมดซะงั้น แล้วเรารู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย แสดงว่าเข้าเค้าอาการโนโมโฟเบียแล้วล่ะ ในบางคนเป็นมาก ๆ อาจมีอาการเครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ได้เลย ซึ่งอาการจะหนักเบาขนาดไหนขึ้นอยู่กับแต่ละคน
สำรวจตัวเองดูหน่อยซิว่า เราหมกมุ่นอยู่กับการเช็กข้อความในมือถือ ชอบหยิบขึ้นมาดูบ่อย ๆ หรือเปล่า หรือทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเตือนจากมือถือจะต้องวางภารกิจทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าแล้วรีบคว้าโทรศัพท์มาเช็กแบบด่วนจี๋ทันใจ ใครเป็นแบบนี้ก็เข้าข่ายโนโมโฟเบียแล้วล่ะจ้า ยิ่งถ้าตื่นนอนปุ๊บเช็กมือถือปั๊บ ห่างจากมือถือไม่ได้เลย หรือใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากกว่าเพื่อนตรงหน้า ก็ยิ่งชัด ใครที่มีอาการอย่างที่กล่าวว่า ต้องระวังปัญหาสุขภาพให้มาก ๆ โดยเฉพาะนิ้วล็อก ปวดตา ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควร เพราะนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ รวมทั้งอาการนอนไม่หลับ และโรคอ้วนที่เกิดจากมัวแต่นั่งเล่นมือถือนาน ๆ ไม่ลุกไปไหนด้วยนะ
4.5 ก็คือ โรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face) หรือโรคใบหน้าสมาร์ทโฟน เกิดจากการที่เราก้มลงมองหน้าจอ หรือจ้องสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตเป็นเวลานานเกินไปทำให้กล้ามเนื้อคอเกิดอาการเกร็งและไปเพิ่มแรงกดบริเวณแก้ม  เมื่อแก้มถูกแรงกดนาน ๆ เข้า ก็จะทำให้เส้นใยอิลาสติกบนใบหน้ายืด จนแก้มบริเวณกรามย้อยลงมา แถมกล้ามเนื้อบริเวณมุมปากก็จะตกไปทางคางด้วย จนใบหน้าอาจดูผิดแปลกไปจากเดิม และจะเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์ของตัวเอง ฟังแล้วน่ากลัวนะเนี่ย หากใครเป็นมาก ๆ เข้าก็ถึงกับต้องศัลยกรรมกันเลยนะ
สรุปแล้วว่าทั้ง 5 โรคนี้ดูไม่ได้ไกลจากตัวเราเท่าไรเลยนะคะ เพราะทุกคนล้วนใช้โลกออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกันหมด แต่วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างจากโรคเหล่านี้ก็ไม่ยากเลย แค่รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม ก้มมองหน้าจอให้น้อยลง เล่นโทรศัพท์ ใช้คอมพิวเตอร์ เล่นเกมให้น้อยลง จะได้ไม่ด่วนป่วยไปก่อน
5. ผลกระทบของสื่อโซเชียล
5.1 ( 2560 : ออนไลน์ ) ใช้เวลามากเกินไปในการใช้โซเชียลมีเดีย เช่น   สถิติของการใช้acebook และ Twitterสถิติของ Facebook ในเดือนสิงหาคม 2553 คนใช้เวลาประมาณ 700 พันล้านนาทีในการใช้ Facebook ในแต่ละ เดือนโดยเฉลี่ยผู้ใช้ 1 คนเข้าร่วม 80 เพจกลุ่มหรือกิจกรรมโดยเฉลี่ยผู้ใช้สร้างข้อมูล 90 อันในแต่ละเดือน คนแบ่งปันข้อมูล (เว็บลิงก์..) 30 พันล้านอัน ในแต่ละเดือน สถิติของ Twitter ในเดือนมิถุนายน 2553มีคนเข้าเยี่ยม 190 ล้านคนต่อเดือน มีการทวีต 65 ล้านครั้งต่อวัน              
งานวิจัยที่บ่งชี้ว่าคนใช้เวลามากเกินไปในโซเชียลมีเดีย การสำรวจโดย My Job Group เปิดเผยว่า พนักงานที่อังกฤษจ านวนมากกว่าครึ่งอัปเดตโปรไฟล์ของโซเชียลมีเดีย ในระหว่างทำงาน หนึ่งในสามของพนักงานใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในเว็บเครือข่าย สังคมและท าให้เศรษฐกิจของอังกฤษเสียหาย 22 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐในแต่ละปี14% ของคนที่ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าการใช้เว็บเครือข่ายสังคม ท าให้ผลของงานลดลง และที่น่าสนใจคือ 10% ตอบว่าการใช้เว็บ เครือข่ายสังคมท าให้ผลของงานเพิ่มขึ้น2 ใน 3 ของพนักงานไม่อยากให้องค์กรห้ามไม่ให้ใช้โซเชียลมีเดียใน 74 เวลาทำงาน
         
5.2 ใช้เวลาไม่เหมาะสมในการใช้โซเชียลมีเดีย  เช่น
นักศึกษาเล่นเฟซบุ๊กขณะที่ครูหรืออาจารย์สอน หนังสือศัลยแพทย์อเมริกันเสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุ บนถนนเพราะอัปเดตทวิตเตอร์ขณะอยู่บนท้องถนน มีผลการสำรวจพบว่ามีคนอเมริกันประมาณ 47% ใช้ โซเชียลมีเดียขณะขับรถบนท้องถนนใช้โซเชียลมีเดียขณะใช้เวลากับเพื่อนหรือครอบครัว ท าให้พูดคุยกับเพื่อนหรือกับครอบครัวน้อยลง
                   5.3 ใช้คำพูดที่ไม่เหมาสม เช่น
เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์แหล่งระบายอารมณ์ของดาราไทย (คมชัดลึก) vภาพลักษณ์เสียหายและบางคนแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน "มาร์ค เอเอฟ 7” เขียนตำหนิการท างานอย่างรุนแรง ของ นายกรัฐมนตรีที่ชื่อเดียวกันอย่าง "มาร์ค" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะตำรวจอเมริกันคนหนึ่งต้องลาออกจากงานเพราะเขียนในเฟซบุ๊กว่า ควรจะมีกฎหมายที่อนุญาตให้ต ารวจจับคนเข้าคุกเพราะทำอะไรโง่ๆแอร์โฮสเตสกับสจ๊วตของสายการบินในอังกฤษถูกไล่ออกเพราะ เขียนคอมเมนต์ดูถูกผู้โดยสารพนักงานคนหนึ่งในอังกฤษถูกไล่ออกจากงานเพราะบ่นในเฟซบุ๊กว่า งานของเธอน่าเบื่อและเธอไม่มีความสุขในการท างาน

                 5.4 โพสต์จ้อมูลส่วนตัวทีเป็นผลเสียของตัวเอง เช่น
ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งที่เป็นผู้หญิงโพสต์บนเฟซบุ๊กว่าตนเองจะไปชม คอนเสิร์ตของตนเองและที่อยู่ของตนเองซึ่งท าให้เพื่อนเฟซบุ๊กคน หนึ่งที่เธอไม่ได้คุยมานานเข้าไปขโมยบ้านของตนเอง
ครูผู้หญิงคนหนึ่งชาวอังกฤษคนหนึ่งฆ่าตัวตายหลังจากที่แฟนเก่า โพสต์รูปโป๊ของตัวเองบนเฟซบุ๊กขณะตนเองท างานที่ประเทศ ตะวันออกกลาง หญิงคนหนึ่งถูกฆ่าโดยแฟนเก่าหลังจากที่แฟนเก่าเห็นรูปของ ผู้หญิงคนนี้กับผู้ชายคนใหม่ในเฟซบุ๊ก
        
5.5 เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ   เช่น โรคซึมเศร้า ซึ่งจากการศึกษาหลายๆชิ้นให้ข้อมูลว่าคนที่ยิ่งใช้ Social Media มากเท่าไหร่ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบมากเท่านั้น
ซึ่งรวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลัง เศร้าหรือรู้สึกไม่ดี ให้หยุดเล่น Social Media ซะก่อนเถอะค่ะแล้วไปหาอะไรทำที่มันผ่อนคลายจะดีกว่า

บทที่ 3

บทที่ 3
วิธีดำเนินการศึกษา
    รายงานการศึกษา เรื่อง การสำรวจความนิยมในการใช้สื่อโซเชียลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีวิธีดำเนินการศึกษาดังต่อไปนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง/แหล่งข้อมูล
     1.1  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 160 คน
     1.2  สื่อสารสนเทศ อินเทอร์เน็ต แหล่งเรียนรู้ต่างๆ
2.  ข้อมูลที่ใช้รวบรวมข้อมูล
แบบสอบถามมี 2 ตอน    ตอนที่ 1 สอบถามข้อมูลพื้นฐาน (เพศ,อายุ)
                             ตอนที่ 2 แบบสอบถามความนิยมในการใช้สื่อโซเชียล
3.การเก็บรวบรวมข้อมูล
        3.1 กำหนหัวเรื่องหรือประเนที่จะศึกษา
        3.2 เริ่มคนคว้าจากแหล่งเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด ร้านหนังสือ สื่อสารสนเทศ และจาก
การสัมภาษณ์ผู้รู้ในหัวข้อดังต่อไปนี้
                    3.2.1 ความหมายของโซเชียล
                   3.2.2 ประเภทของโซเชียล
3.2.3 ประโยชน์และโทษของสื่อโซเชียล
3.2.4 โรคที่เกิดจากการติดหน้าจอโทรศัพท์
3.2.5 ผลกระทบของสื่อโซเชียล
    3.3 รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า การสัมภาษณ์ การสังเกต และลงมือปฏิบัติ วิเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูลตามหัวข้อทีต้องการ เพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้
    3.4 จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาเรียบเรียงข้อมูลและจัดทำเป็นรูปเล่ม เพื่อเผยแพร่ผลงาน
    3.5 นำองค์ความรู้ที่ได้รับ นำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันและสังคม
4.  การวิเคราะห์ข้อมูล
    หลังจากเก็บข้อมูลครบถ้วนแล้ว ผู้ศึกษาได้นำมาดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
    4.1 นำแบบสอบถามทั้งหมดมาตรวจสอบความสมบูรณ์และคัดเลือกแบบสอบถามที่มีคามสมบูรณ์เพียงพอที่จะมาประมวลผลได้
    4.2 นำไปประมวลผล
    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
                ใช้สถิติเชิงบรรยาย เพื่อใช้บรรยายลักษณะข้อมูลที่เก็บมาได้ โดยใช้ค่าสถิติในการ วิเคราะห์       ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย
เครื่องมือวิเคราะห์แบบสำรวจเรื่อง การสำรวจความนิยมในการใช้สื่อโซเชียลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ค่าเฉลี่ย
ความหมาย
4.50-5.00
มากที่สุด
3.50-4.49
มาก
2.50-3.49
ปานกลาง
1.50-2.49
น้อย
1.00-1.49
น้อยที่สุด






บทที่ 4

บทที่ 4
ผลการศึกษา
        รายงานการศึกษาค้นคว้า เรื่อง การสำรวจความนิยมในการใช้สื่อโซเชียลของนักเรียนโรงเรียนสุรวิทยาคาร
        1.  ความหมายของสื่อโซเชียล
        2.  สำรวจความนิยมสื่อโซเชียลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรวิทยาคาร
    วิเคราะห์ผลการศึกษา  ความหมายของสื่อโซเชียล    โซเชียลเน็ตเวิร์ค  หรือ Social Network คือเครือข่ายสังคมออนไลน์  หรือการที่ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เชื่อมโยงกับเพื่อนอีกนับสิบ รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อนอีกนับร้อย  ผ่านผู้ให้บริการด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) บนอินเตอร์เน็ต เช่น Facebook, Blogger, Hi5, Twitter หรือ Tagged เป็นต้น (บางเว็บไซต์ที่กล่าวถึงในตัวอย่าง ปัจจุบันนี้ได้เสื่อมความนิยมแล้ว)  การเชื่อมโยงดังกล่าว ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้น เช่น เราสามารถรู้จักเพื่อนของเพื่อนเราได้  เป็นทอดๆ ต่อไปเรื่อย  ทำให้เกิดสังคมเสมือนจริงขึ้นมา  สามารถสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆ ได้ง่าย  และเมื่อเราแชร์ (Share) ข้อความหรืออะไรก็ตามลงไปในเครือข่าย  ทุกคนในเครือข่ายก็สามารถรับรู้ได้พร้อมกัน  และสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เราแชร์ได้  เช่น  แสดงความคิดเห็น (Comment)  กดไลค์ (Like) ซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละผู้ให้บริการ  ความโดดเด่นในเรื่องความง่ายของโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ทำให้ธุรกิจ และนักการตลาดสนใจที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์สินค้า และบริการ 

2.  สำรวจความนิยมสื่อโซเชียลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรวิทยาคาร
ผลวิเคราะห์การใช้สื่อโซเชียลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 160 คน
ตารางที่ 1 ตารางแสดงงผลการสอบถามนักเรียนจำนวน 160 คน
ที่
นักเรียน/เพศ
จำนวน/คน
ร้อยละ
1
2
ชาย
หญิง
78
82
48.75
51.25
       
        จากตางรางที่ 1 พบว่า นักเรียนชายที่ใช้โซเชียลจำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 48.75 นักเรียนหญิงใช้โซเชียลจำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 51.25

ตารางที่ 2 ตารางแสดงผลการใช้โซเชียลคิดเป็นร้อยละ
ข้อ
คำถาม
5
4
3
2
1
ค่าเฉลี่ย
1
คุณใช้โซเชียลบ่อยแค่ไหน
10
10
18
48
74
4.04

ร้อยละ
6.25
6.25
11.25
30
46.25
2
คุณคิดว่าโซเชียลมีความจำเป็นมาก
2
10
30
58
60
4.25

ร้อยละ
1.25
6.25
18.75
36.25
37.5
3
คุณใช้โซเชียลในการทำงานบ่อยแค่ไหน
3
8
24
78
47
3.99

ร้อยละ
1.88
5
15
48.75
29.38
4
คุณคิดว่าโซเชียลมีความบันเทิงมากน้อยเพียงใด
2
8
32
59
59
4.03

ร้อยละ
1.25
5
20
36.88
36.88
5
คุณคิดว่าโซเชียลมีประโยชน์แค่ไหน
4
14
30
72
40
3.81

ร้อยละ
2.5
8.75
18.75
45
25
6
คุณใช้โซเชียลเพื่อการศึกษา
6
12
50
56
36
3.65

ร้อยละ
3.75
7.5
31.25
35
22.5
7
คุณใช้โซเชียลเพื่อการติดต่อ
10
29
22
63
46
3.72

ร้อยละ
6.25
11.88
13.75
39.38
28.75
8
คุณเสียการเรียนเพราะโซเชียลมากไป
28
44
46
14
28
2.81

ร้อยละ
17.5
27.5
28.75
8.75
17.5
           จากตารางที่ 2 พบว่า สามอันดับแรกที่มีการใช้โซเชียลมากที่สุด คือ อันดับที่ 1 ข้อ 3 คุณใช้โซเชียลในการทำงานบ่อยแค่ไหนมีนักเรียนใช้จำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 48.75  อันดับที่ 2 ข้อ 1 คุณใช้โซเชียลบ่อยแค่ไหนมีนักเรียนใช้จำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 46.25 อันดับที่ 3  ข้อ 5 คุณคิดว่าโซเชียลมีประโยชน์แค่ไหนมีนกเรียนเลือกจำนวน 72 คน คิดเป็นร้อยละ 45 และ 3 อันดับที่มีคนใช้น้อยที่สุด  อันดับที่ 1 ข้อ 2และ4 คุณคิดว่าโซเชียลมีความจำเป็นมากและคุณคิดว่าโซเชียลมีความบันเทิงมากน้อยเพียงใดมีนักเรียนเลือกจำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.25  อันดับที่ 2 ข้อ 3 คุณใช้โซเชียลในการทำงานบ่อยแค่ไหนมีนักเรียนเลือกจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 1.88 อันดับที่ 3 ข้อ 5 คุณคิดว่าโซเชียลมีประโยชน์แค่ไหนมีนักเรียนเลือก 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 

ตารางที่ 3 ตารางแสดงผลการใช้โซเชียลคิดเป็นค่าเฉลี่ย
ข้อ
คำถาม
5
4
3
2
1
ค่าเฉลี่ย
ผลสรุป
1
คุณใช้โซเชียลบ่อยแค่ไหน
10
10
18
48
74
4.04
มาก

ร้อยละ
6.25
6.25
11.25
30
46.25
2
คุณคิดว่าโซเชียลมีความจำเป็นมาก
2
10
30
58
60
4.25
มาก

ร้อยละ
1.25
6.25
18.75
36.25
37.5
3
คุณใช้โซเชียลในการทำงานบ่อยแค่ไหน
3
8
24
78
47
3.99
มาก

ร้อยละ
1.88
5
15
48.75
29.38
4
คุณคิดว่าโซเชียลมีความบันเทิงมากน้อยเพียงใด
2
8
32
59
59
4.03
มาก

ร้อยละ
1.25
5
20
36.88
36.88
5
คุณคิดว่าโซเชียลมีประโยชน์แค่ไหน
4
14
30
72
40
3.81
มาก

ร้อยละ
2.5
8.75
18.75
45
25
6
คุณใช้โซเชียลเพื่อการศึกษา
6
12
50
56
36
3.65
มาก

ร้อยละ
3.75
7.5
31.25
35
22.5
7
คุณใช้โซเชียลเพื่อการติดต่อ
10
29
22
63
46
3.72
มาก

ร้อยละ
6.25
11.88
13.75
39.38
28.75
8
คุณเสียการเรียนเพราะโซเชียลมากไป
28
44
46
14
28
2.81
ปานกลาง

ร้อยละ
17.5
27.5
28.75
8.75
17.5
        จากตารางที่ 3 พบว่าสามอันดับแรกที่มีการใช้โซเชียลที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด  คือ อันดับที่ 1 ข้อ 2 คุณคิดว่าโซเชียลมีความจำเป็นมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.25 อยู่ในเกณฑ์มาก อันดับที่ 2  ข้อ  1 คุณใช้โซเชียลบ่อยแค่ไหน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.04 อยู่ในเกณฑ์มาก อันดับที่  3  ข้อ 4คุณคิดว่าโซเชียลมีความบันเทิงมากน้อยเพียงใดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.03 อยู่ในเกณฑ์มากและสามอันดับแรกที่มีการใช้โซเชียลที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด อันดับที่ 1  ข้อ 8 คุณเสียการเรียนเพราะโซเชียลมากไป มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.81 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง  อันดับที่ 2  ข้อ คุณใช้โซเชียลเพื่อการศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.65 อยู่ในเกณฑ์มาก อันดับที่ 3 ข้อ 7  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.72 อยู่ในเกณฑ์มาก